4.2 คุณสมบัติเฉพาะ
 4.2.1  คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
		1.  ผู้ที่จะสมัครเข้าศึกษาต่อในคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ทุกหลักสูตร
- ต้องเป็นผู้กำลังศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์
2. หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร, สาขาวิชาภูมิศาสตร์
- ไม่เป็นผู้ที่มีความพิการทางสายตา คือ ตาบอดทั้งสอบข้าง และ/หรือ ตาบอดสี

	
 4.2.2  คณะวิทยาศาสตร์
		หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต  สาขาวิชาเคมี, สาขาวิชาชีววิทยา, สาขาวิชาฟิสิกส์ และสาขาวิชาฟิสิกส์ประยุกต์ 
-ต้องไม่เป็นผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น ได้แก่ ตาบอดสี

	
 4.2.3  คณะวิศวกรรมศาสตร์ 
		1. ต้องเป็นผู้ที่กำลังศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แผนการเรียนที่เน้นกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
2. ต้องไม่มีลักษณะความพิการตามรายละเอียดที่แต่ละหลักสูตรกำหนด ดังนี้
2.1 หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์, สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา, สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม,
สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ และวิศวกรรมเครื่องกล
- ต้องไม่เป็นผู้ที่มีความพิการทางการได้ยิน พิการทางสายตา คือ ตาบอดสนิท
2.2 หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า, สาขาวิชาวิศวกรรมเคมี, สาขาวิชาวัสดุ
- ต้องไม่เป็นผู้ที่มีความพิการทางการได้ยิน พิการทางสายตา คือ ตาบอดสี และ ตาบอดสนิท

  4.2.4  คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 
		1. หลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต 
- ไม่เป็นผู้ที่มีความพิการทางสายตา คือ ตาบอดทั้งสองข้าง หรือมีภาวะอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา
2. หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์, สาขาวิชาการออกแบบสื่อนวัตกรรม
และสาขาวิชาออกแบบทัศนศิลป์
- ไม่เป็นผู้ที่มีความพิการทางสายตา คือ ตาบอดทั้งสองข้าง
คุณสมบัติเฉพาะคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ (เพิ่มเติม)
ผู้ที่ผ่านข้อเขียนมีสิทธิเข้ารับการสอบสัมภาษณ์จะต้องนำแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) มาแสดงในวันสอบสัมภาษณ์
มิฉะนั้นจะไม่มีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์ โดยต้องส่งแฟ้มสะสมผลงาน ดังนี้
1.หลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต ภายในแฟ้มสะสมผลงานจะประกอบด้วย
1.1 ผลงานทางด้านศิลปะและการออกแบบ ที่ผู้สมัครเคยทำมาจนถึงปัจจุบันลงในกระดาษไม่เกิน A3
โดยมีจำนวนไม่เกิน 15 แผ่น
1.2 รายละเอียดประวัติส่วนตัว (CURRICULUM VITAE (C.V) หรือ RESUME)ลงในกระดาษขนาด A4 ไม่เกิน 2 แผ่น
พิมพ์ด้วยตัวอักษร Font Thai Hiramit, ขนาด 16 point, Single Space หรือเขียนด้วยลายมือตัวบรรจง
หมายเหตุ : ลักษณะของแฟ้มสะสมผลงาน
ก. แฟ้มสะสมผลงานเป็นการนำเสนอผลงานด้านศิลปะและการออกแบบที่หลากหลายที่แสดงถึงความเป็นตัวตนของผู้สมัครมากที่สุด
และแสดงถึงทักษะความสามารถที่เชื่อมโยงกับการเรียนในศาสตร์ทางสถาปัตยกรรม
ข. ควรเป็นผลงานในช่วงตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 เป็นหลัก
ค. แสดงผลงานบนกระดาษไม่เกินขนาด A3 จำนวนไม่เกิน 15 แผ่น (ใช้ได้ทั้งสองหน้าของกระดาษหนึ่งแผ่น)
และไม่รวมปก โดยให้ระบุชื่อ-สกุล ให้ชัดเจนบนปกหน้าของแฟ้มผลงาน หากผลงานมีขนาดใหญ่กว่า A3
สามารถถ่ายรูปหรือถ่ายเอกสาย่อให้มีขนาดไม่เกิน A3 ได้
ง. รายละเอียดประวัติส่วนตัว (CURRICULUM VITAE (C.V) หรือ RESUME) ประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล วัน เดือน ปีเกิด
ประวัติการศึกษาจนถึงปัจจุบันรวมไปถึงประวัติผลงานด้านอื่นๆ ที่แสดงถึงทักษะความสามารถและความคิดความอ่านของตนที่ผ่านมา เช่น
การเข้าอบรม การเข้าค่าย การเดินทางท่องเที่ยว การเข้าประกวดแข่งขันและรางวัลที่ได้รับ ทักษะ ความสามารถพิเศษอื่นๆ ที่มี เช่น
ดนตรี กีฬา คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
2. หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ สาขาวิชาการออกแบบสื่อนวัตกรรม
และสาขาวิชาออกแบบทัศนศิลป์
- ส่งแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) เน้นด้านศิลปะและการออกแบบ ภายในแฟ้มสะสมผลงานจะประกอบด้วย
1. ผลงานทางด้านศิลปะและการออกแบบ ที่ผู้สมัครเคยทำมาจนถึงปัจจุบันลงในกระดาษขนาดไม่เกิน A4 ไม่จำกัดจำนวนหน้า
2. รายละเอียดประวัติส่วนตัว (CURRICULUM VITAE (C.V) หรือ RESUME) พิมพ์ด้วยตัวอักษร
Font Thai Hiramit, ขนาด 16 point, Single Space หรือเขียนด้วยลายมือตัวบรรจง
หมายเหตุ : ลักษณะของแฟ้มสะสมผลงาน
ก. แฟ้มสะสมผลงานเป็นการนำเสนอผลงานด้านศิลปะและการออกแบบที่หลากหลายที่แสดงถึงความเป็นตัวตนของผู้สมัครมากที่สุด
และแสดงถึงทักษะความสามารถที่เชื่อมโยงกับการเรียนในศาสตร์สาขาวิชาที่ผู้ประสงค์จะศึกษาต่อ
ข. ควรเป็นผลงานในช่วงตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 เป็นหลัก
ค. แสดงผลงานบนกระดาษไม่เกินขนาด A4 ไม่จำกัดจำนวนหน้า (ใช้ได้ทั้งสองหน้าของกระดาษหนึ่งแผ่น)
และไม่รวมปกโดยให้ระบุชื่อ-สกุล ให้ชัดเจนบนปกหน้าของแฟ้มผลงาน
ง. รายละเอียดประวัติส่วนตัว (CURRICULUM VITAE (C.V) หรือ RESUME) ประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล วัน เดือน ปีเกิด
ประวัติการศึกษาจนถึงปัจจุบันรวมไปถึงประวัติผลงานด้านอื่นๆ ที่แสดงถึงทักษะความสามารถและความคิดความอ่านของตนที่ผ่านมา เช่น
การเข้าอบรม การเข้าค่าย การเดินทางท่องเที่ยว การเข้าประกวดแข่งขันและรางวัลที่ได้รับ ทักษะ ความสามารถพิเศษอื่นๆ ที่มี เช่น
ดนตรี กีฬา คอมพิวเตอร์ เป็นต้น

  	
 4.2.5  คณะทันตแพทยศาสตร์   
	- 1027 หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต และ 1028 หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต (โครงการผลิตทันตแพทย์เพิ่ม) 
1. กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สายวิทยาศาสตร์ ที่เรียนรายวิชาชีววิทยา
2. มีคุณสมบัติที่จะเข้ารับราชการได้หลังจากจบการศึกษาแล้ว
3. ก่อนเข้าศึกษาสามารถทำสัญญาเพื่อรับราชการภายหลังสำเร็จการศึกษาตามระเบียบ และเงื่อนไขของรัฐบาล
มีสาระสำคัญพอสรุปได้ดังนี้
3.1 หากไม่สำเร็จการศึกษา (ไม่ว่าโดยสาเหตุใดก็ตาม) ต้องเสียค่าปรับเป็นเงินตามระยะเวลาที่มีสภาพเป็นนิสิตคณะทันตแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยคิดคำนวณตามส่วนเฉลี่ยจากจำนวนเงินที่จะต้องชดใช้ทุนทั้งหมด 400,000 บาท (สี่แสนบาทถ้วน)
3.2 หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วจะต้องเข้ารับราหรือทำงานตามคำสั่งของสำนัคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
หรือคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรนักศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปีติดต่อกัน
3.3 หากไม่ยินยอมรับราชการ หรือทำงาน (ตามข้อ 3.2) จะต้องชดใช้ให้แก่มหาวิทยาลัยเป็นจำนวน 400,000 บาท (สี่แสนบาทถ้วน)
3.4 กรณีที่เข้ารับราชการชดใช้ไปบ้าง แต่ไม่ครบตามระยะเวลาที่กำหนด จำนวนเงินที่จะต้องชดใช้ตามข้อความในข้อ 3.3
จะลดลงตามส่วนเฉลี่ยของระยะเวลารับราชการไปบ้างแล้ว
3.5 หากสำเร็จการศึกษาแล้วไม่สามารถเข้ารับราชการหรือทำงานได้ เพราะขาดคุณสมบัติตามมาตรา 24
แห่งพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 ต้องยินยอมชดใช้เงินให้แก่มหาวิทยาลัยเป็นจำนวนเงินตาม
ข้อ 3.3 ภายใน 30 วัน นับแต่วันประพฤติผิดสัญญา
อนึ่งในการทำสัญญาการเป็นนิสิตเพื่อศึกษาวิชาดังกล่าวข้างต้น จะต้องมีผู้ค้ำประกันด้วยสาระสำคัญของสัญญาค้ำประกันและผู้ค้ำประกัน มีดังนี้
1. ยอมรับผิดตามความรับผิดของนิสิต
2. เป็นบิดา หรือมารดา หรือผู้มีคุณสมบัติ หรือมีหลักทรัพย์ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด
3. ถ้าไม่มีบิดา และมารดา จะต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติ คือ เป็นข้าราชการระดับ 4 ขึ้นไป หรือข้าราชการทหาร ตำรวจ ที่มียศตั้งแต่ร้อยเอก
หรือร้อยตำรวจเอกขึ้นไป หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับ 4 ขึ้นไป หรือมีหลักทรัพย์
หมายเหตุ : การดำเนินการตามข้อดังกล่าวข้างต้น จะต้องทำเป็นสัญญาแนบท้ายสัญญาการเป็นนิสิตด้วย
4. มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงโดยปราศจากโรค อาการของโรค หรือความพิการ อันเป็นอุปสรรคต่อการศึและการประกอบวิชาชีพทันตกรรม ดังต่อไปนี้
4.1 มีความพิการอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการปฏิบัติงาน
4.2 มีปัญหาทางด้านจิตเวชขั้นรุนแรง ได้แก่ โรคจิต (psychosis disorders) โรคประสาทรุนแรง (severe neurosis disorders)
หรือโรคบุคลิกภาพแปรปรวน โดยเฉพาะ antisocial personality disorders หรือ borderline personality disorders
4.3 โรคติดต่อในระยะติดต่ออันตราย หรือส่งผลให้เกิดความพิการอย่างถาวร อันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา
และการประกอบวิชาชีพเวชกรรม อาทิ โรคเรื้อน โรคเท้าช้าง
4.4 โรคไม่ติดต่อหรือภาวะอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา และการประกอบวิชาชีพทันตกรรม เช่น
- โรคลมชักที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ (โรคลมชักที่ไม่มีอาการชักมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี
โดยมีการรับรองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถือเป็นโรคลมชักที่ควบคุมได้)
- โรคหัวใจระดับรุนแรง จนเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา และการประกอบวิชาชีพทันตกรรม
- โรคความดันเลือดสูงรุนแรงและมีภาวะแทรกซ้อนจนทำให้เกิดพยาธิสภาพต่ออวัยวะอย่างถาวร
- ภาวะไตเรื้อรัง
- ติดสารเสพติดให้โทษ
4.5 ตาบอดข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง
4.6 ตาบอดสี และได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติมจากจักษุแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐตามที่คณะกรรมการกำหนด
และเข้ารับการทดสอบตามที่คณะฯ กำหนด และได้ผลการทดสอบไม่ถึงร้อยละ 100
4.7 มีความผิดปกติในการเห็นภาพ คือ ระดับการมองเห็นในข้างดี แย่กว่า 6/12 หรือ 20/40
4.8 หูหนวกหรือหูตึง (threshold ของการได้ยินสูงกว่า 40 db)จากความผิดปกติทางประสาทและการได้ยิน
(sensorincural hearing loss)ถ้าได้รับการรักษาแล้วไม่ดีขึ้น
5. 1028 หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต(โครงการผลิตทันตแพทย์เพิ่ม) ต้องเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
	สายวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดเพชรบูรณ์, กำแพงเพชร, อุทัยธานี, สุโขทัย และพิจิตร 
(ตามมติคณะกรรมการองค์กรผู้บริหารคณะทันตแพทย์แห่งประเทศไทย (อ.บ.ท.ท.) ในการประชุม อ.บ.ท.ท. ครั้งที่ 4/2555
วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน 2555)ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 หรือชั้นปีสุดท้าย ตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนสายสามัญ
และต้องมีคุณสมบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการดำเนินงานการศึกษานอกโรงเรียนสายสามัญศึกษา (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2544
6. ผู้สอบผ่านการคัดเลือกมีสิทธิ์เข้ารับการสอบสัมภาณ์จะต้องนำผลการตรวจทางจิตเวชจากแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐ
ตามที่คณะกรรมการกำหนดแสดงในวันสอบสัมภาษณ์ มิฉะนั้นจะไม่มีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์ ทั้งนี้ ผู้สมัครสามารถดูรายชื่อโรงพยาบาล
เพื่อไปรับการตรวจสุขภาพจิตได้ที่ www.acad.nu.ac.th/acad_admission(ผู้ผ่านการคัดเลือกสามารถเข้ารับการตรวจดังกล่าวได้ล่วงหน้า
ไม่เกิน 180 วัน) 7. ผู้ได้รับการคัดเลือกต้องเข้ารับการทดสอบความพร้อมในการศึกษา และความพร้อมในการประกอบวิชาชีพทันตกรรม เช่น
ความสามารถในการแยกแยะสี การตรวจร่างกายโดยละเอียด และการตรวจทางจิตเวช(กรณีที่คณะกรรมการฯ ต้องการให้มีการตรวจทางจิตเวชเพิ่มเติม)
หากผ่านการทดสอบดังกล่าวแล้วจึงจะมีสิทธิ์เข้าศึกษาทั้งนี้ กรณีที่จะถูกตัดสิทธิ์นั้นต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการที่คณะฯ
แต่งตั้งไม่น้อยกว่า 3 คน

	4.2.6  คณะพยาบาลศาสตร์   
	- 1029 หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต
เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาวิชาการพยาบาลศาสตร์ซึ่งมีการเรียนทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติที่ต้องการฝึกให้การพยาบาลผู้รับบริการ
ผู้สมัครเข้าศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์จะต้องมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงและปราศจากโรค อาการของโรค
หรือมีความพิการอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา ดังต่อไปนี้
1. มีความพิการอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา
2. มีปัญหาทางจิตเวชขั้นรุนแรง ได้แก่ โรคจิต (psychosis disorders) โรคประสาทรุนแรง(severe neurosis disorders)
หรือโรคบุคลิกภาพแปรปรวน โดยเฉพาะ antisocial personality disorders หรือ borderline personality disorders
รวมถึงปัญหาทางจิตเวชอื่น ๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา และการประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการ ผดุงครรภ์
3. โรคติดต่อในระยะติดต่ออันตราย ที่จะมีผลต่อผู้รับบริการหรือส่งผลให้เกิดความพิการอย่างถาวร อันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา
4. โรคไม่ติดต่อหรือภาวะอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา
- โรคลมชักที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ (โรคลมชักที่ไม่มีอาการชักมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี
โดยมีการรับรองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ถือเป็นโรคลมชักที่ควบคุมได้)
- โรคหัวใจระดับรุนแรง จนเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา และการประกอบวิชาชีพ เวชกรรม
- โรคความดันเลือดสูงรุนแรง และมีภาวะแทรกซ้อนจนทำให้เกิดพยาธิสภาพต่ออวัยวะอย่างถาวร
- ภาวะไตวายเรื้อรัง
- โรคติดสารเสพติดให้โทษ
5. ตาบอดสีชนิดรุนแรงทั้งสองข้าง
6. ความผิดปกติในการเห็นภาพโดยมีอย่างน้อยข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
- สายตาไม่ปกติ เมื่อรักษาโดยใช้แว่นตาแล้วยังมีสายตาต่ำกว่า 6/24 สองข้าง
- สายตาข้างดี ต่ำกว่า 6/12 เมื่อได้รับการแก้ไขอย่างดีที่สุดแล้ว
- ไม่สามารถมองเห็นภาพเป็นสามมิติ
7. หูหนวกหรือหูตึง (threshold ของการได้ยินสูงกว่า 40 db) จากความผิดปกติทางประสาทและการได้ยิน
(sensorincural hearing loss)ถ้าได้รับการรักษาแล้วไม่ดีขึ้น
8. โรคหรือความพิการอื่น ๆ ซึ่งมิได้ระบุไว้ที่คณะกรรมการผู้ตรวจร่างกายเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา
ทั้งนี้คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ อาจแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคตรวจบางรายบุคคลเพิ่มเติมได้

 4.2.7  คณะแพทยศาสตร์
	- 1030 หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต 
1.เกี่ยวกับภูมิลำเนา
1.1 ผู้สมัครต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัด
พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร อุตรดิตถ์ ตาก และสุโขทัย ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี จนถึงวันสุดท้ายของการรับสมัคร
โดยมีทะเบียนบ้านเป็นหลักฐาน
1.2 บิดาหรือมารดาหรือผู้ปกครองคนใดคนหนึ่งต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัด
พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร อุตรดิตถ์ ตาก และสุโขทัย ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี จนถึงวันสุดท้ายของการรับสมัคร
โดยมีทะเบียนบ้านเป็นหลักฐาน (หากบิดาหรือมารดาที่เป็นข้าราชการต้องโยกย้ายให้มีเอกสารยืนยันการโยกย้าย)
2. เป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ในโรงเรียนเขตจังหวัดภาคเหนือ 17 จังหวัด
ได้แก่
		เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน 
ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี
3. ต้องมีคุณสมบัติที่จะปฏิบัติงานในส่วนราชการหรือหน่วยงานต่างๆ ของรัฐได้หลงจากจบการศึกษาแล้ว
โดยต้องสามารถทำสัญญาผูกพันฝ่ายเดียว หรือสัญญาปลายเปิดกับรัฐบาล ตามระเบียบและเงื่อนไขของรัฐบาลกับมหาวิทยาลัย
3.1 หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว จะต้องเข้ารับราชการ หรือทำงาน หรือเข้ารับการฝึกอบรม
เพิ่มเติมตามคำสั่งของกระทรวงสาธารณสุขเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปีติดต่อกัน
3.2 หากไม่ยินยอมรับราชการ หรือทำงาน หรือเข้ารับการฝึกอบรมภายในเวลาที่กำหนดตามคำสั่งดังกล่าว
จะต้องชดใช้ให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเป็นเงินจำนวน 400,000 บาท (สี่แสนบาทถ้วน)
4. ผู้สมัครเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต จะต้องมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และปราศจากโรค อาการของโรค
หรือความพิการอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา การปฏิบัติงาน และการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ดังต่อไปนี้
4.1 มีปัญหาทางด้านจิตเวชขั้นรุนแรงอันอาจเป็นอันตรายต่อตนเอง และ/หรือผู้อื่น ได้แก่ - โรคจิต (psychotic disorders)
-โรคอารมณ์ผิดปกติ (mood disorders)
-โรคประสาทรุนแรง (severe neurotic disorders)
-โรคบุคลิกภาพผิดปกติ (personality disorders)โดยเฉพาะ antisocial personality disorders
หรือ borderline personality disorders
รวมถึงปัญหาทางจิตเวชอื่นๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา การปฏิบัติงานและการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
4.2 เป็นโรคติดต่อในระยะติดต่ออันตราย ที่อาจเกิดอันตรายต่อตนเอง ต่อผู้ป่วย หรือส่งผล
ให้เกิดความพิการอย่างถาวร อันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา การปฏิบัติงาน และการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
4.3 เป็นโรคไม่ติดต่อหรือภาวะอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา ที่อาจเกิดอันตรายต่อตนเอง ต่อผู้ป่วย
และการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
4.4 มีความพิการทางร่างกายอันอาจเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา การปฏิบัติงาน และการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
4.5 มีความผิดปกติในการได้ยินทั้งสองข้าง โดยมีระดับการได้ยินเฉลี่ยที่ความถี่ 500 – 2,000 ฮิรตซ์ สูงกว่า 40 เดซิเบล
และความสามารถในการแยกแยะคำพูด (speech discrimination score) น้อยกว่าร้อยละ 70
จากความผิดปกติของประสาทและเซลล์ประสาทการได้ยิน (sensorineural hearing loss)
อันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา การปฏิบัติงาน และการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
4.6 มีความผิดปกติในการเห็นภาพ คณะกรรมการแพทย์ผู้ตรวจร่างกายของสถาบันนั้นๆ เห็นว่า
เป็นอุปสรรคต่อการศึกษา การปฏิบัติงาน และการประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยมีอย่างน้อยข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
4.6.1 ตาบอดสีอย่างรุนแรง โดยได้รับการตรวจอย่างละเอียดแล้ว
4.6.2 ระดับการมองเห็นในตาข้างดี เมื่อแก้ไขด้วยแว่นตาแล้ว แย่กว่า 6/12 หรือ 20/40
4.7 โรคหรือความพิการอื่นๆ ซึ่งมิได้ระบุไว้ และคณะกรรมการแพทย์ผู้ตรวจร่างกายของสถาบัน
นั้นๆ เห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา การปฏิบัติงาน และการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
5. ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญถือเป็นข้อยุติ หากปรากฏภายหลังว่าผู้สมัครขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่ง หรือให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ
หรือจงใจปกปิดข้อมูล ให้ถือว่าเป็นการแจ้งเท็จ ทำให้ราชการเสียหาย ผู้นั้นจะถูกตัดสิทธิ์ในการคัดเลือกครั้งนี้
และแม้ว่าจะได้รับการส่งชื่อเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแล้วก็ตาม จะถูกถอนสภาพการเป็นนิสิต
ในกรณีผู้สอบผ่านได้ลงนามทำสัญญาการเข้าศึกษากับสถาบันเรียบร้อยแล้ว สถาบันจะส่งชื่อ นามสกุล
และเลขที่บัตรประจำตัวประชาชนของบุคคลนั้นไปยังสำนักงานเลขาธิการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย
เพื่อส่งให้ทุกสถาบันสมาชิกดำเนินการคัดชื่อบุคคลนั้นออกจากกลุ่มผู้มีสิทธิ์สอบในขั้นตอนต่อไป หรือออกจากรายชื่อผู้
มีสิทธิ์ได้รับการคัดเลือกของสถาบันสมาชิก (ถ้ามี) และสถาบันสมาชิกฯ จะคัดชื่อออกทันทีตามที่ได้ให้สัตยาบันกันไว้แล้ว

 4.2.8  คณะเภสัชศาสตร์
		
	1. 1031 หลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต  สาขาวิชาบริบาลเภสัชกรรม
1.1 เป็นผู้กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แผนการเรียนวิทย์-คณิต เท่านั้น
1.2 ต้องมีคุณสมบัติที่จะเข้ารับราชการได้หลังจากจบการศึกษาแล้ว
1.3 ก่อนเข้าศึกษาต้องสามารถทำสัญญาผูกพันฝ่ายเดียวหรือสัญญาปลายเปิดตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2543
คือเป็นสัญญาที่กำหนดหน้าที่ของผู้รับทุนที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาการจัดสรรฯ โดยต้องทำงานเมื่อสำเร็จ
การศึกษาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี ติดต่อกันตามระเบียบและเงื่อนไขของรัฐบาลกับมหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้ผูกพันให้ส่วนราชการ
ต้องบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการ หรือเป็นพนักงานในหน่วยงานของรัฐ
1.4 จะต้องมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงและปราศจากโรค อาการของโรค หรือความพิการ อันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา
และการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ดังต่อไปนี้
1.4.1 มีความพิการอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการปฏิบัติงาน
1.4.2 มีปัญหาทางด้านจิตเวชขั้นรุนแรง ได้แก่
- โรคจิต (psychotic disorders)
- โรคประสาทรุนแรง (severe neurotic disorders)
- หรือโรคบุคลิกภาพแปรปรวน โดยเฉพาะ antisocial personality disorders
- หรือ borderline personality disorders
1.4.3 โรคติดต่อในระยะติดต่ออันตราย หรือส่งผลให้เกิดความพิการอย่างถาวร อันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา และการประกอบวิชาชีพ
เวชกรรม อาทิ โรคเรื้อรัง โรคเท้าช้าง
1.4.4 โรคไม่ติดต่อหรือภาวะอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการประกอบวิชาชีพเวชกรรม เช่น
- โรคลมชักที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ (โรคลมชักที่ไม่มีอาการชักมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี โดยมีการรับรองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ถือเป็นโรคลมชักที่ควบคุมได้)
- โรคหัวใจระดับรุนแรง จนเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา และการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
- โรคความดันเลือดสูงรุนแรงและมีภาวะแทรกซ้อนจนทำให้เกิดพยาธิสภาพต่ออวัยวะอย่างถาวร
- ภาวะไตเรื้อรัง
- ภาวะติดสารเสพติดให้โทษ
1.4.5 ตาบอดสีชนิดรุนแรงทั้งสองข้าง
1.4.6 ความผิดปกติในการเห็นภาพ โดยมีอย่างน้อยข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
- สายตาไม่ปกติ เมื่อรักษาโดยใช้แว่นแล้วยังมีสายตาต่ำกว่า 6/24 ทั้งสองข้าง
- สายตาข้างดีต่ำกว่า 6/12 เมื่อได้รับการแก้ไขอย่างดีที่สุดแล้ว
- ไม่สามารถมองเห็นภาพเป็นสามมิติ
1.4.7 หูหนวกหรือหูตึง (threshold ของการได้ยินสูงกว่า 40db ) จากความผิดปกติทางประสาท และการได้ยิน
(sensorincural hearing loss) ถ้าได้รับการรักษาแล้วไม่ดีขึ้น
1.5 ผู้สอบผ่านการคัดเลือกมีสิทธิ์เข้ารับการสอบสัมภาษณ์จะต้องนำผลการตรวจทางจิตเวชจากแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐ
ตามที่คณะกรรมการกำหนดแสดงในวันสอบสัมภาษณ์ มิฉะนั้นจะไม่มีสิทธิ์เข้าสอบสัมภาษณ์ ทั้งนี้ ผู้สมัครสามารถดูรายชื่อโรงพยาบาล
เพื่อไปรับการตรวจสุขภาพจิตได้ที่ www.acad.nu.ac.th/acad_admission (ผู้ผ่านการคัดเลือกสามารถเข้ารับการตรวจดังกล่าว
ได้ล่วงหน้าไม่เกิน 180 วัน) 1.6 สอบผ่านการการคัดเลือกมีสิทธิ์เข้ารับการตรวจร่างกาย, การทดสอบความพร้อมในการศึกษา และสอบสัมภาษณ์
พร้อมทั้งแสดงผลการทดสอบทางด้านจิตเวช หากผ่านการทดสอบดังกล่าวแล้ว จึงจะมีสิทธิ์เข้าศึกษา
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการผู้สอบคัดเลือกประจำคณะเภสัชศาสตร์

 4.2.9  คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์
	1. ผู้ที่จะสมัครเข้าศึกษาต่อในคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทุกหลักสูตร  
- ต้องเป็นผู้กำลังศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ เท่านั้น
2. หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาจุลชีววิทยา, สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์, และสาขาวิชาพยาธิวิทยากายวิภาค
- ไม่เป็นผู้ที่มีความพิการอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา
3. หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ตรีต่อเนื่องโท)
- ไม่เป็นผู้ที่มีความพิการอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา
- มีผลการเรียนเฉลี่ยสะสม (GPA) 5 ภาคเรียน ไม่ต่ำกว่า 3.50
4. หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาชีวเคมีและชีววิทยาโมเลกุล (ตรีต่อเนื่องโท)
- ไม่เป็นผู้ที่มีความพิการอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา


 4.2.10  คณะสหเวชศาสตร์
	
	1. ผู้ที่จะสมัครเข้าศึกษาต่อในคณะสหเวชศาสตร์ ทุกหลักสูตร/สาขาวิชา  
- ต้องเป็นผู้กำลังศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ เท่านั้น
2. 1035 หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชากายภาพบำบัด
- มีส่วนสูงไม่ต่ำกว่า 150 เซนติเมตร
- ไม่มีความพิการอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการปฏิบัติงาน
- ไม่มีปัญหาทางจิตเวชชั้นรุนแรง ได้แก่ โรคจิต (psychotic disorders) โรคประสาทรุนแรง (severe neurotic disorders)
หรือโรคบุคลิกภาพแปรปรวน โดยเฉพาะ antisocial personality disorders หรือ borderline personality disorders
รวมถึงปัญหาทางจิตเวชอื่นๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา
- ไม่เป็นผู้ที่มีความพิการทางสายตา ดังนี้
- ตาบอดทั้งสองข้าง
- สายตาไม่ปกติ เมื่อรักษาโดยใช้แว่นแล้วยังมีสายตาต่ำกว่า 6/24 ทั้งสองข้าง
- ตาบอดสีชนิดรุนแรงทั้งสองข้าง
3. 1037 หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก
- ไม่มีความพิการอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการปฏิบัติงาน
- ไม่มีปัญหาทางจิตเวชชั้นรุนแรง ได้แก่ โรคจิต (psychotic disorders) โรคประสาทรุนแรง (severe neurotic disorders)
หรือโรคบุคลิกภาพแปรปรวน โดยเฉพาะ antisocial personality disorders หรือ borderline personality disorders
รวมถึงปัญหาทางจิตเวชอื่นๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา
- ไม่เป็นผู้ที่มีความพิการทางสายตา ดังนี้
- ตาบอดทั้งสองข้าง
- สายตาไม่ปกติ เมื่อรักษาโดยใช้แว่นแล้วยังมีสายตาต่ำกว่า 6/24 ทั้งสองข้าง
- ตาบอดสีชนิดรุนแรงทั้งสองข้าง
4. 1036 หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์
- ไม่มีความพิการอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการปฏิบัติงาน
- ไม่เป็นผู้ที่มีความพิการทางสายตา ดังนี้
- ตาบอดทั้งสองข้าง
- สายตาไม่ปกติ เมื่อรักษาโดยใช้แว่นแล้วยังมีสายตาต่ำกว่า 6/24 ทั้งสองข้าง
- ตาบอดสีชนิดรุนแรงทั้งสองข้าง
5. 1038 หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารังสีเทคนิค
- ไม่มีความพิการอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการปฏิบัติงาน
- ไม่เป็นผู้ที่มีความพิการทางสายตา ดังนี้
- ตาบอดทั้งสองข้าง
- สายตาไม่ปกติ เมื่อรักษาโดยใช้แว่นแล้วยังมีสายตาต่ำกว่า 6/24 ทั้งสองข้าง
6. 1078 หลักสูตรทัศนมาตรศาสตรบัณฑิต
- ไม่มีความพิการอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการปฏิบัติงาน
- ไม่เป็นผู้ที่มีความพิการทางสายตา ดังนี้
- ตาบอดทั้งสองข้าง
- สายตาไม่ปกติ เมื่อรักษาโดยใช้แว่นแล้วยังมีสายตาต่ำกว่า 6/12 ทั้งสองข้าง
- ตาบอดสีชนิดรุนแรงทั้งสองข้าง

 4.2.11  คณะสาธารณสุขศาสตร์
	- 1039 หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต
- หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต (1040 สาขาวิชาอนามัยสิ่งแวดล้อม ,1041 สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
และ 1042 หลักสูตรแพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิต)
1. ต้องเป็นผู้กำลังศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์
2. จะต้องมีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง และปราศจากโรค อาการของโรค หรือความพิการอันเป็น อุปสรรคต่อการศึกษา
และการประกอบวิชาชีพ ดังนี้
2.1 มีความพิการอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการปฏิบัติงาน
2.2 มีปัญหาทางจิตเวชขั้นรุนแรง ได้แก่ โรคจิต (psychotic disorders) โรคประสาทรุนแรง (severe neurotic disorders)
หรือโรคบุคลิกภาพแปรปรวน โดยเฉพาะ antisocial personality disorders หรือ borderline personality disorders
รวมถึงปัญหาทางจิตเวชอื่น ๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและการประกอบวิชาชีพ
2.3 โรคติดต่อในระยะติดต่ออันตราย หรือส่งผลให้เกิดความพิการอย่างถาวร อันเป็น อุปสรรคต่อการศึกษาและการประกอบอาชีพ
อาทิ โรคเรื้อน โรคเท้าช้าง
2.4 โรคไม่ติดต่อหรือภาวะอันเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา และการประกอบวิชาชีพ เช่น
- โรคลมชักที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ (โรคลมชักที่ไม่มีอาการชักมาแล้วอย่างน้อย 3 ปีโดยมีการรับรองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ถือเป็นโรคลมชักที่ควบคุมได้)
- โรคหัวใจระดับรุนแรงจนเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา และการประกอบวิชาชีพ
- โรคความดันเลือดสูงรุนแรง และมีภาวะแทรกซ้อนจนทำให้เกิดพยาธิสภาพต่ออวัยวะอย่างถาวร
- ภาวะไตวายเรื้อรัง
- โรคติดสารเสพติดให้โทษ
2.5 ตาบอดสีชนิดรุนแรงทั้งสองข้าง
2.6 ความผิดปกติในการเห็นภาพ โดยมีอย่างน้อยข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
- สายตาไม่ปกติเมื่อรักษาโดยใช้แว่นแล้วยังมีสายตาต่ำกว่า 6/24 ทั้งสองข้าง
- สายตาข้างดีต่ำกว่า 6/12 เมื่อได้รับการแก้ไขอย่างดีที่สุดแล้ว
- ไม่สามารถมองเห็นภาพเป็นสามมิติ
2.7 หูหนวกหรือหูตึง (threshold ของการได้ยินสูงกว่า 40 db) จากความผิดปกติทางประสาทและการได้ยิน
(sensorineural hearing loss) ถ้าได้รับการรักษาแล้วไม่ดีขึ้น
2.8 โรคหรือความพิการอื่น ๆ ซึ่งมิได้ระบุไว้ ที่คณะกรรมการแพทย์ผู้ตรวจร่างกายเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาทั้งนี้
คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ อาจแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคตรวจเพิ่มเติมได้
2.9 ผู้เข้าศึกษาที่ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือจงใจปกปิดข้อมูล หรือแม้ปรากฏเป็นความเท็จขึ้นภายหลังจะต้องถูกตัดสิทธิ์การศึกษา
2.10 คุณสมบัติอื่น ๆ อันอาจเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา ให้อยู่ในดุลยพินิจคณะกรรมการ
3. ผู้สอบผ่านข้อเขียน มีสิทธิ์เข้ารับการตรวจร่างกายและสอบสัมภาษณ์ ต้องเข้ารับการทดสอบทางจิตเวช
หากผ่านการทดสอบดังกล่าวแล้วจึงจะมีสิทธิ์เข้าศึกษา

 4.2.12  คณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และการสื่อสาร
		1. 1051 หลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการประชาสัมพันธ์ และ1055 หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจ 
- ไม่เป็นผู้ที่มีความพิการทางสายตา คือ ตาบอดทั้งสองข้าง
2. 1053 หลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร
- ไม่เป็นผู้ที่มีความพิการทางสายตา คือ ตาบอดทั้งสองข้างหรือตาบอดสี
- ไม่มีความบกพร่องทางหูทั้งสองข้าง
- ไม่มีความพิการมือทั้งสองข้าง

 4.2.13  คณะศึกษาศาสตร์
	1.  หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต 
1060 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ (หลักสูตร 5 ปี) และ 1084 สาขาวิชาพลศึกษาและวิทยาศาสตร์การออกกำลังกาย (หลักสูตร 5 ปี)
- ต้องเป็นผู้กำลังศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แผนการเรียนสายวิทยาศาสตร์ หรือแผนการเรียนสายศิลปศาสตร์ (คณิตศาสตร์)
2. หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต
1064 สาขาวิชาคณิตศาสตร์ (หลักสูตร 5 ปี), 1061 สาขาวิชาฟิสิกส์ (หลักสูตร 5 ปี),
1062 สาขาวิชาเคมี (หลักสูตร 5 ปี), 1063 สาขาวิชาชีววิทยา (หลักสูตร 5 ปี)
- ต้องเป็นผู้กำลังศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์